เกร็ดความรู้
มารู้จักบ่อน้ำร้อน หรือ
องเซน
การอาบน้ำแบบญี่ปุ่นที่มีเปิดบริการกันทั่วไปนั้น
เป็นห้องอาบน้ำที่มีการแยกอาบ ชาย-หญิง ต้องเสียเงินค่าอาบด้วย อุณหภูมิของน้ำนั้น
ประมาณ 41-42 องศาเซลเซียส การอาบน้ำแบบญี่ปุ่น เป็นประโยชน์กับคนอาบอย่างมาก
เพราะแช่น้ำอุ่นนานๆ จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เลือดลมเดินสะดวก
ทำให้ไขมันละลาย เมื่ออาบน้ำเสร็จตัวจะเบา คนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เจ็บคอเป็นหวัด
ก็จะค่อยๆ หายไป ร่างกายแข็งแรงขึ้น
นอกจากคนญี่ปุ่นนิยมการอาบน้ำร้อนแล้ว
คนญี่ปุ่นยังนิยมอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนกันมาก เพราะเชื่อกันว่า
น้ำร้อนนั้นมีแร่ธาตุซึ่งจะทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง
การอาบน้ำแร่นั้น
ต้องอาบทำความสะอาดร่างกายก่อนที่จะลงไปแช่น้ำร้อนอย่านำผ้าเช็ดตัวลงไปแช่ในน้ำ
เพราะจะทำให้น้ำสกปรกและ เมื่อคุณได้รับเชิญให้ไปอาบน้ำบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่น
หรือคนรู้จัก หลังจากที่คุณอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็อย่าเพิ่งถอดปลั๊กไฟออก
เพราะยังมีสมาชิกอื่นๆในบ้าน จะอาบต่อจากท่านอีก เป็นการประหยัดน้ำร้อน
เกอิชา
เกอิชาไม่ใช่โสเภณี
เกอิชานั้นทำงานให้ความสุขแก่ผู้ชายตามสถานเริงรมย์เท่านั้น งานที่ทำก็มี
เป็นเพื่อนคุย เป็นเพื่อนกินอาหาร รินน้ำชา รินเหล้า เล่นดนตรี
หรือร่ายรำแบบญี่ปุ่น
การเป็นเกอิชาก็ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ ผู้ที่จะเป็นเกอิชาในเมืองเกียวโตนั้น
ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. ต้องมีอายุไม่เกิน
17 ปี
2. มีส่วนสูงไม่เกิน
165 ซม.
3. ต้องเป็นผู้หญิงแท้
(กะเทยไม่รับ)
4. ต้องขับร้องและพูดภาษาเกียวโตได้
แต่ก็แปลกที่ไม่ได้กำหนดว่า ต้องสวย
หน้าตาดี คงจะคัดเอาเอง เพราะความสวยหรือความไม่สวยนั้นมองเห็นได้อยู่แล้ว
กล่าวกันว่า เกอิชาที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ในเมืองเกียวโต
ฮาราคีรี
ฮาราคีรี คือ พิธีการฆ่าตัวตายโดยใช้มีดคว้านท้อง
เป็นพิธีกรรมของคนญี่ปุ่นผู้กล้าหาญ ที่นำประเทศญี่ปุ่นให้เจริญรุ่งเรือง เป็นเวลากว่า
2,000 ปีมาแล้ว โดยมีเหตุผลหลายประการ เป็นต้นว่าใครไปทำความผิดอย่างใดมา อันเป็นทางให้เสื่อมเสียเกรียติยศหรือถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด
ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ เมื่อไม่มีทางจะแก้หน้าไว้ได้ หรือเพื่อพิสูจน์ว่า
ตนเองบริสุทธิจริงๆ ก็จะต้องยอมตายโดยวิธีการกระทำฮาราคีรี เมื่อใครได้ทำแล้วก็จะพ้นมลทิน
และกลับได้เกียรติยศอย่างสูงสุด ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำลายวงศ์ตระกูลและเกียรติยศของชาติญี่ปุ่น มีเรื่องราวเกี่ยวกับฮาราคีรีที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก คือ สตรีสวยชาวญี่ปุ่นนางหนึ่ง วัย
21 ปี แต่งงานกับทหารหนุ่มญี่ปุ่นได้ไม่นาน สามีหนุ่มก้ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปสมรภูมิ
สามีเป็นห่วงภรรยาของตนมาก ดังนั้น ภรรยาจึงฆ่าตัวตายโดยฮาราคีรีเพื่อไม่ให้สามีต้องเป็นห่วง
จะได้ออกไปรับใช้ประเทศชาติได้เต็มที่
เรื่องสอง คือ เป็นเรื่องของนักโทษชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ได้รับความกรุณาจากผู้คุมนักโทษให้ออกไปเยี่ยมบ้านได้ เมื่อไปเยี่ยมบ้านแล้วก็ไม่ได้กลับมาตามเวลาที่กำหนดให้ไป
ผู้คุมนักโทษก็ได้ออกไปตามให้กลับมา ต่อมา นักโทษผู้นั้นก็กลับมาสารภาพผิดผู้คุมนักโทษก็ยกโทษให้
แต่นักโทษผู้นั้นสำนึกผิดและละอายใจมาก จึงได้ฆ่าตัวตาย โดย ฮาราคีรี
จากตัวอย่างทั้งสองเรื่องนี้ จะเห็นว่า คนญี่ปุ่นนั้น
รักชาติ รักเกียรติยศ ยิ่งกว่าชีวิตของตน
การส่งของขวัญให้
การให้ของขวัญเพื่อแสดงความยินดี เป็นประเพณีร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติ
ทุกประเทศ สำหรับในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการส่งของขวัญเพื่อเป็นการฉลองโอกาสต่าง ๆ เช่น การฉลองการมีบุตร งานฉลองสำหรับเด็กที่อายุครบ
3 ขวบ 5 ขวบ และ 7 ขวบ วันเกิด การเข้าเรียนต่อ การจบการศึกษา การเข้าทำงาน การแต่งงาน
การขึ้นบ้านใหม่ การเลื่อนตำแหน่ง และ การฉลองอายุครบ 60 ปี เป็นต้นค่ะ
ความหมายดั้งเดิมของการส่งของขวัญก็คือ การสื่อความรู้สึกไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งในรูปของสิ่งของ
และเวลาส่งของขวัญ...คนญี่ปุ่นก็จะให้การเอาใจใส่กับการห่อด้วยค่ะ ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่นนั้นตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว การไม่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
ถือเป็นความงดงามทางคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับการ "ห่อหุ้มความรู้สึก"
อย่างมากจากการที่คนในสมัยก่อน ได้พยายามหาวิธีที่จะห่อของให้ดูสวยงามจึงได้ให้กำเนิด
วิธีการห่อของขวัญที่งดงามมากมายขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการเช่นนี้ บางครั้งทำให้มีการให้ความสำคัญกับลักษณะภายนอกของห่อของขวัญ
มากกว่าสิ่งของที่อยู่ภายใน นอกจากนี้การห่อที่มากเกินไป ยังก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆในด้านสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ
ระยะหลังๆ นี้ ตามห้างสรรพสินค้าและซูปเปอร์มาร์เก็ตมักจะห่อของขวัญด้วยกระดาษรีไซเคิล
หรือไม่ก็ห่อแบบง่ายๆ ค่ะ นอกจากนั้นการใช้ผ้าห่อของที่รียกว่า ฟุโระฌิกิ แบบดั้งเดิมก็กลับมาเป็นที่นิยมอีก
ทั้งนี้เวลาที่จะมอบของขวัญที่ห่อด้วยผ้าฟุโระฌิกิให้อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั่วไปจะเอาผ้าออกต่อหน้าอีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่จะมอบให้ค่ะ
ส่วนการไม่เปิดของขวัญทันทีที่ได้รับนั้น มีความเป็นมาจากประเพณีการถวายของแด่เทพเจ้าในสมัยโบราณค่ะ
โดยเริ่มแรกจะนำของขวัญนั้นถวายแด่เทพเจ้า และหลังจากนั้นหัวหน้าครอบครัวจะเป็นผู้เปิด
จากประเพณีนี้จะถือเป็นมารยาทที่จะไม่เปิดของขวัญทันทีที่ได้รับ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยจะเคร่งครัดเรื่องนี้มากนักค่ะ
ประเพณีการให้ของขวัญในญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษ
คือ มีการให้ของขวัญตามฤดูกาลค่ะ กล่าวคือ โอะ-ชูเง็น ในฤดูร้อน และโอะ-เซะอิโบะในฤดูหนาว
ซึ่งแตกต่างจากการให้ของขวัญเพื่อแสดงความยินดี โดยเป็นการส่งของขวัญเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้ให้ความช่วยเหลือด้วยดีเสมอมานั่นเองค่ะ
คนทั่วไปจะส่งของขวัญให้พ่อแม่ นะโกโดะ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในงานแต่งงาน
หรือ พ่อสื่อ แม่สื่อนั่นเอง เจ้านาย ขอขอบคุณ
"ตาเป็ดตาไก่" ไม้มงคลญี่ปุ่น
คนไทย รู้จักต้น “ตาเป็ดตาไก่” และนิยมปลูกแพร่หลายมาช้านานแล้ว
ส่วนใหญ่จะปลูกเป็นไม้ประดับประเภทลงกระถางตั้งโชว์ความสวยงามของ “ผล” ที่ห้อยเป็นพวงเต็มต้น โดยเฉพาะช่วงที่ผลสุกจะเป็นสีแดงสดใสสวยงามน่าชมมาก
ส่วนชาวญี่ปุ่นรู้จักต้น “ตาเป็ดตาไก่” ในฐานะเป็นไม้มงคล ใช้ส่งมอบเป็นของขวัญแก่ผู้เป็นที่รักนับถือในช่วงเทศกาลปีใหม่มานานแล้วเช่นกัน
ซึ่งในช่วงนี้มีผู้นำเอาต้น “ตาเป็ดตาไก่” ออกมาวางขายที่ตลาดนัดไม้ ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร กำลังติดผลสวยงามมาก
จึงอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพนำเรื่องแนะนำในผู้อ่านได้รู้จักตามระเบียบ ในด้านความเชื่อที่ชาวญี่ปุ่นยกให้ต้น
“ตาเป็ดตาไก่” เป็นไม้มงคลมอบให้คนที่รักและนับถือช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น
ผู้สันทัดกรณีหลายคนบอกว่า น่าจะมาจาก “ผล” ของต้น “ตาเป็ดตาไก่” ตอนสุกเป็นสีแดงสดคล้ายสีดวงอาทิตย์สัญลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่นนั่นเอง
ตาเป็ดตาไก่ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก
สูง 1-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มทรงกลมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือ รูปรีแกมรูปใบหอก ปลายและโคนใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนา แข็ง
ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียวสด เวลาใบดกจะเป็นพุ่มน่าชมยิ่ง
ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบและที่ปลายกิ่ง
แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยหลายดอก ช่อดอกห้อยลง ดอกเป็นสีขาวนวล เวลามีดอกจะดูสวยงามมาก
“ผล” รูปทรงกลม รีเล็กน้อย หรือบางครั้งกลมแป้น
ผลโตขนาดปลายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ ติดผลเป็นพวง 40-50 ผล ห้อยลง ผลอ่อนหรือผลดิบสีเขียว
เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม เวลาติดผลดกเต็มต้น จะทำให้ดูสวยงามมาก มีเมล็ด 1 เมล็ด ดอกออกตลอดปี
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมไม่ แน่ชัดว่ามาจากไหน ปัจจุบันมี ต้นขายที่
ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 1 แผง “คุณกำธร”
ราคาสอบถามกันเอง
การปลูก นิยมปลูกลงกระถางขนาดเล็กหรือใหญ่ตามไซส์หรือขนาดของต้น
โดยใช้ดินปลูกสูตรดิน 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน กาบมะพร้าวแห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ส่วน
เพื่อช่วยอุ้มน้ำทำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน คลุกทุกอย่างให้เข้ากันจนได้ที่
ทำทางระบายน้ำก้นกระถางให้ดี อย่าให้มีน้ำท่วมขังได้อย่างเด็ดขาด จากนั้นนำต้น “ตาเป็ดตาไก่” ลงปลูก นำไปตั้งในที่มีแสงแดดส่องถึงและมีลมพัดโกรกตลอดวัน
รดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยประเภทขี้วัวหรือขี้ควายแห้งโรยรอบโคนต้น 15 วันครั้ง
จะทำให้โตเร็ว ติดผลดกเต็มต้น สีสันงดงาม
บูชิโด
บูชิโด คือ จรรยาของชนชาติทหาร ที่ช่วยให้ญี่ปุ่นมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในอดีตและปัจจุบัน
เพราะบูชิโดสอนให้คนมีความกล้าหาญ มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความรักชาติ มีความรักครอบครัวและเคารพต่อบรรพบุรุษ
บูชิโดจึงเป็นดวงวิญญาณ เป็นธรรมจริยาของนักรบ อยู่เหนือการศึกษาทั้งหลายของญี่ปุ่น
บูชิโด สอนและฝึกให้คนมีความอดทนต่อความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและทางใจ
จะต้องสามารถซ่อนความรู้สึกไว้ภายในใบหน้า ไม่มีความมักได้ รู้จักข่มใจตนเอง ไม่ยอมปล่อยร่างกายตกเป็นทาสของความต้องการ
ไม่ยอมย่อท้อต่อความยากลำบาก มีความเห็นว่า อนาคตของเด็กทุกคนต้องอยู่ในความรับผิดชอบของพ่อแม่
นิยายหรือนิทานใดๆ ที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟังนั้น ต้องเป็นเรื่องแสดงความกล้าหาญของเหล่าทหารและบุรพชนของตน
การฝึกให้เด็กไม่มีความหวั่นไหวต่ออันตรายโดยฝึกให้เด็กเดินไปสู่ที่มืดในตอนกลางคืนตามตรอก
ซอย ต่างๆ ที่เปลี่ยว ป่าช้า หลุมฝังศพ และอื่นๆ
บูชิโด
ได้สอนให้คนญี่ปุ่นมีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ด้วยความชั่งใจอันเด็ดเดี่ยว อะไรควรทำก่อน
อะไรควรทำทีหลัง เมื่อได้ทำการใดๆ ลงไปแล้วก็ต้องทำจริงๆ จนกว่าจะสำเร็จ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็ยอมอุทิศชีวิตเพื่อสิ่งนั้น
เมื่อต้องเสียเกียรติยศแล้วต้องเลือกเอาความตายเป็นปลายทาง นั่นคือ ฮาราคีรี
หลักการที่สำคัญบางประการของบูชิโด
มีดังต่อไปนี้
1. ความตายเท่านั้น ที่จะล้างความเสียชื่อเสียงได้
ดังนั้น เมื่อเสียเกียรติยศ จงเตรียมตัวตาย ตราบใดที่วางใจที่จะตายได้ ชีวิต่จะเที่ยงตรงมีความเป็นธรรมดา
หาได้ยากตราบนั้น
2. ผู้รับใช้ที่ดี ได้แก่ผู้รับใช้ทั้งในเวลาที่นายดีและนายร้าย
คนที่รับใช้แต่ตอนที่นายดี และไม่รับใช้ตอนที่นายร้าย เขาจะเป็นคนรับใช้ที่ไม่มีค่า
3. เมื่อท่านจะเดินลุยน้ำในลำธาร จงพิจารณาถึงความลึกตื้นของลำธารนั้น
มิฉะนั้นท่านอาจะตกเหวลึกและจมน้ำตายได้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าท่านจะทำหน้าที่รับใช้เจ้านายแล้ว
จะทำให้ท่านถึงความพินาศได้
4. ชีวิตนี้สั้นนัก จงก้าวไปข้างหน้า อย่าหยุดยั้งในสิ่งที่ท่านพอจะทำได้
5. จะรู้จักคนได้ดีก็ตอนที่เขาดื่ม
6. หากคนชั่วกลายเป็นคนดีได้เพราะการแก้ไขของท่าน
เชื่อกันว่าท่านได้ทำประโยชน์แก่หมู่คณะและเจ้านายของท่าน
7. หากท่านยังไม่เข้าใจในเรื่องใด จงปรึกษาผู้ที่มีสติปัญญาดีกว่าท่าน
แล้วท่านก็จะเป็นคนมีใจกว้างและไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว
8. การยกโทษให้แก่คนที่ทำงานผิดอยู่เรื่อยไป
เขาจะทำความผิดมากขึ้น และเขาจะทำผิดต่อไปตามที่เคยทำมาแล้ว
9. อายุ 50 ปี เป็นเวลาที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นชีวิต
เพราะเป็นช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงและแน่นอน จงก้าวหน้าไปทีละน้อยไม่รวดเร็วนัก จะทำให้ท่านยืนยึดอยู่บนพื้นที่อย่างมั่นคง
ถ้ารีบร้อนเกินไป ในที่สุดก็จะสะดุดและล้มลง
10. ความดีที่ผู้อื่นได้กระทำแก่ตน แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
ย่อมมีค่าใหญ่โต จงพยายามหาทางที่จะตอบแทนความดีของบุคคลผู้นั้น
11. ผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ที่สูง จะต้องรู้สึกตัวเสมอว่า
ตนเองยังสูงไม่พอ
12. ท่านจะเป็นใหญ่ไม่ได้นาน ถ้าท่านไม่มีการฝึกฝนอยู่เสมอ
13. การศึกษานั้น เป็นการยกใจของตนให้สูงขึ้นก็จริง
แต่ผู้ที่ได้รับการศึกษา มักจะ “เกิน”อยู่เสมอ ความคิดที่เต็มไปด้วยการศึกษา มักจะเป็นความคิดที่มีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ไม่ว่าเวลาใด
ผีญี่ปุ่น
เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีมีอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมทั่วโลก
แต่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี มากมาย ทั้งยังเป็นผีที่ร้ายกาจ น่ากลัวกว่าที่ไหนๆ
วิญญาณเหล่านี้เวียนว่าย อยู่ด้วยแรงอาฆาตพยาบาท หมายจะแก้แค้นคนที่เคยมาทำร้าย ให้ได้รับความทุกข์
ทรมานจนกว่าชีวิตจะหาไม่... ความเชื่อเรื่องผีในญี่ปุ่น มีรากฐานมาจากลัทธิชินโต ซึ่งบอกว่าวิญญาณของมนุษย์
จะต้องไปอยู่ในโลกหนึ่งชั่วนิรันดร์ แต่ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้านั้น ยังมีอีกโลกหนึ่งกั้นกลาง
ซึ่งวิญญาณสามารถ ย้อนกลับมาหาคนเป็นได้
หัวที่ลอยละล่อง ( ไมคุบิ ) เป็นตำนานเก่าแก่ที่ปรากฏในนิทานของชาวโมโมยามะเมื่อราวปี
คศ.1200 เล่ากันว่าคืนหนึ่งมีซามูไร 3 ตนที่นิสัยไม่ดีนักได้แก่ โคซันตะ มาตะชิเงะ
และอากุโกโร ทะเลาะกันอย่างดุเดือดอยุ่ริมทะเล และลงท้ายด้วยการบั่นคอของแต่ละคนจนตายกันถ้วนหน้า(บ้าดีเดือดแท้ๆลย)ตั้งแต่นั้นมาในคืนเดือนเพ้ญจะปรากฎศีรษะลุ่นๆสามหัวหรือเห็นเป็นแค่ดวงไฟ
3 ดวง ลอยหมุนติ้วเป็นวงกลม ร้องตะโกนว่า “ เป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ “{เชื่อกันว่าถ้าเกิดไปล้อเลียนมันเข้า
มันจะตรงดื่งเข้ามาเล่นงานทันที }โหดชะมัดยาด-*-
ปิศาจกลับหมอน ( มากุระ งาเอชิ ) ถ้าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรุ้สึกมึนงงว่าที่นี่มันที่ไหน
หรือว่าทำไมบ้านเราถึงมีบรรยากาศเปลี่ยนไป (อันนี้ไม่เกี่ยวกะการเมาแล้วเข้าผิดบ้านน่ะค่ะ
) หรือสงสัยว่าทำไมชีวิตประจำวันมันถึงช่างแปลกออกไป นั่นเป็นฝีมือของปิศาจกลับหมอน
ปิศาจตนนี้จะแอบมากลับหมอนของผู้คนยามนอนหลับ เมื่อคนคนนั้นตื่นขึ้นมาจะพบว่าตนเองอยุ่ในโลกที่ตรงข้ามกะความเป็นจริง
ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเต้มไปด้วยความโหดร้าย ผิดหวัง ขมขื่น(เกลียดจิง ชอบแกล้งคนตอนนอน
กำลังเคลิ้มเลย)-*- เพราะปีศาจตัวนี้ชอบเห็นผู้อื่นเดิอดร้อน คนที่โชคดีหน่อยอาจจะฝ่าฝันร้ายๆนั้นออกมาได้และตื่นขึ้นมาในมิติเดิม
แต่มีหลายคนที่ถูกชักนำไปสู่มิติแห่งความตาย +0+!!!!
ผีว้าก ( อุว้ง ) เป็นปิศาจที่มีรูปร่างใหญ่โตราวกับยักษ์
หูแหลม ศีรษะล้าน และมีกรงเล็บแหลมคม มักจะปรากฏตัวตามกำแพงวัดร้างหรือป่าช้า เมื่อปรากฏตัวมันจะร้องว่า
\" อุว้ง อุว้ง!!!! \"สงสัยจาต๊องหน่อยๆละมั้ง0.0 หรือ \"ว้ากกกก ว้ากกกก\"นั่นเป็นที่มาของชื่อ
มันจาร้องเช่นนี้ก็ต่อเมื่อมีคนผ่านมา คนที่ได้ยินเสียงนี้จะต้องร้องตอบไปว่า
\"อุว้ง\"เช่นเดียวกันและต้องตอบให้ทัน แต่แน่นอนว่ามันจะเพิ่มสปีดในการร้องเร็วขึ้นเรื่อยๆจนคนร้องตามไม่ทัน
และเมื่อถึงคราวนั้นมันจะใช้กรงเล็บตะปปคนคนนั้นจนตายยยยT^T
ปิศาจขวางโลก ( อามาโนะจากุ ) คนนิสัยดีอ่อนหวานแล้วจุ่ๆเปลี่ยนไปยังกะหน่ามือเป็นหลังตี..โดยไม่มีสาเหตุ
ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า..คนคนนั้นถูกอามาโนะจากุเข้าสิง ปิศาจตัวเล้กๆตัวนี้มีนิสัยขวางโลกอย่างรุนแรง
ใครว่าซ้าย ข้าจาไปขวา ใครว่าขวา ข้าจาไปซ้าย-*- น่าโมโห กวนตี... ใครว่าสีขาวข้าจาว่าสีดำ
ใครจาทำไม ปิศาจตนนี้มีแต่จาเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนเลว แต่ที่เปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดีขึ้นมานั้นยังไม่ปรากฏ=^o^=
ยักษ์ร้อยตา ( โทะโดะเมกิ ) เป็นยักษ์เพศ ญ ที่มีตาอยู่ใบหน้าและร่างกายเต็มไปหมด
เชื่อกันว่าตาเหล่านี้จะมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด ดังนั้นเมื่อถูกยักษ์ตนนี้ไล่ตามไม่ว่าแอบซ่อนอยู่ที่ไหนหล่อกก็หาเจอ(ยังงี้ไม่ควรชวนมาเล่นซ่อนหาด้วย-*-)แต่ไม่เคยมีปรากฏว่ายักษ์ตนนี้ทำร้ายใคร
มีเรื่องเล่า (อาจจะเป็นเพียงคำขู่สอนเด็ก) ว่าถ้าใครทำผิดและแอบซ่อนความผิดนั้นไว้
จะมีตาขึ้นบนร่างกายทีละตา และจะมีมาเรื่อยๆถ้าคนคนนั้นยังไม่ยอมหยุดทำและสารภาพออกมา
ปิศาจผ้า (ตันโมะเม็ง) เป็นผ้าฝ้ายสีขาวผืนยาว
มี พท.ประมาณ 2.5 ตจฃร.ม มีตาและปากอยู่บนนั้น อาศัยอยุ่บนภูเขาพอตกกลางคืนก็จะกระพือปีกลงมาคอยรัดคนที่เดินผ่านไปมา
ปิศาจผ้านี้ถึงจะมีรุปร่างเป็นผ้า แต่เชื่อกันว่าไม่มีของมีคมชนิดใดที่สามารถตัดให้ขาดได้
นอกจากฟันที่ย้อมเป็นสีดำของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน
ไดดาระโทบ๊ทจิ เดดาระโบ๊ทจิ ก็เรียก เชื่อกันว่าเป็นยักษ์ผู้สร้างโลก
ยักษ์ไดดาระมีรุปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ทั่วไปทุกประการ แต่อาศัยอยุ่โลกมานุดโดยไม่ทำลายสิ่งปลุกสร้างของมานุดและตัวมานุดเลย
ยักษ์ตนนี้ได้รับคำสั่งจากเทพให้มาช่วยสร้างโลก หน้าที่หลักๆก็คือช่วยสร่างหรือเคลื่อนย้ายแม่นำและภูเขาให้ถูกที่ถูกทาง
แต่ว่าทุกวันนี้พลังทำลายล้างของมานุดช่างมหาศาล ถ้าไดดาระมีจิงๆก็คงเอาไม่อยุ่เหมือนกัน
ปิศาจถุง (จาบุคุโร) เพราะว่ามีรุปร่างเป็นถุงผ้าเล้กๆจึงได้ชื่อนี้
(สงสัยเป็นญาติกะตันโมะเม็ง)จาบุคุโรจาปรากฏตัวโดยการโรยตัวลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าถ้าเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเมื่อจับตัวมัน
มันจาพาย้อมเวลากลับไปในอดีตเพื่อให้เราแก้ไขเรื่องที่เราคิดว่าทำผิดพลาดได้ 1 ครั้ง
แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตใตตำช้าแล้วละก็ มันจะดูดเอาวิญญาณของคนคนนั้นไปเสีย
ปิศาจทารก (โคะนะกิจิจี้) ชื่อภาษาญี่ปุ่นของปิศาจตนนี้แปลเป็น
ไทย ว่า \" ตาแก่ร้องไห้เหมือนเด็ก \"เพราะเป็นปิศาจที่มีรูปร่างเหมือนเด็ก
แต่หน้าตาน่าเกลียดเหมือนชายแก่ มันจาหลอกคนโดยการแสร้งนอนหลับร้องไห้เป็นทารกที่ถูกทิ้งเพื่อให้คนมาพบเห็นอุ้มขึ้นมา
เหอเหอ สงสารคนพบว่ะ แล้วมันจะ..หันหน้าที่แสนน่าเกลียดมาให้ดู เมื่อคนอุ้มตกใจและทำท่าจะปล่อยมันลง
มันจะรัดตัวคนคนนั้นไว้แล้วเพิ่มนำหนักตัวทับจนขาดใจตายไป
ปิศาจหิมะ ( ยูกิอนนะ ) มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกะปิศาจตนนี้
แต่ที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ว่าในคืนที่หิมะตกหนักจะมีหญิงสาวสวยมากๆคนหนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกะเด็กที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน
ถ้าเจอคน เธอจะขอร้องอย่างน่าสงสารว่า \" ช่วยอุ้มเด็กคนนี้ให้หน่อยเถอะค่ะ
\" แต่เมื่อเราสวมวิญญาณคนดีช่วยอุ้มเด็กให้ เด็กคนนั้นก็จะค่อยๆตัวเย็นขึ้น จนทำให้คนที่อุ้มแข็งตายไป
[ไม่ว่าจะเล่าลือกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันเสมอนั่นก็คือ ปิศาจหิมะเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ]
มังงะ
หรือ การ์ตูนญี่ปุ่น
มังงะ (ญี่ปุ่น: 漫画 ; โรมะจิ: manga) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับเรียกการ์ตูนช่อง
สำหรับภายนอกประเทศญี่ปุ่น คำนี้ถูกใช้เรียกการ์ตูนช่องที่มาจากญี่ปุ่น มังงะพัฒนามาจากอุคิโยเอะและจิตรกรรมตะวันตก
และเริ่มคงรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มังงะที่ได้รับความนิยมสูงมักถูกนำไปสร้างเป็นอะนิเมะ
เนื้อหาของมังงะเหล่านั้นมักถูกดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมต่อการแพร่ภาพทางโทรทัศน์และเพื่อให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทั่วไปมากขึ้น
ประวัติของมังงะ คำว่า มังงะ แปลตรงตัวว่า
"ภาพตามอารมณ์" ถูกใช้อย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกหลังจากจิตรกรอุคิโยเอะชื่อโฮคุไซตีพิมพ์หนังสือชื่อโฮคุไซมังงะในคริสต์ศตวรรษที่
19 อย่างไรก็ดีนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเห็นว่ามังงะอาจมีประวัติยาวนานกว่านั้น โดยมีหลักฐานคือภาพกิกะ
(แปลตรงตัวว่า "ภาพตลก") ซึ่งเป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 12 มีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกับมังงะในปัจจุบัน
อาทิ การเน้นเนื้อเรื่อง และการใช้เส้นที่เรียบง่ายแต่สละสลวย เป็นต้น
มังงะพัฒนามาจากการผสมผสานศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะกับจิตรกรรมตะวันตก
ความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ทันกับมหาอำนาจตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่
19 ผลักดันให้ญี่ปุ่นนำเข้าวัฒนธรรมตะวันตกหลายๆ รูปแบบ รวมทั้งการจ้างศิลปินตะวันตกมาสอนศิลปินญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานทางศิลปะ
เช่น เส้น รูปทรง และสี ซึ่งการวาดภาพแบบอุคิโยเอะไม่ให้ความสำคัญเนื่องจากคิดว่าความรู้สึกโดยรวมของภาพสำคัญกว่า
อย่างไรก็ดี มังงะที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน
ในศตวรรษที่ 21 คำว่ามังงะเปลี่ยนความหมายเดิมมาหมายถึงหนังสือการ์ตูน
อย่างไรก็ดีคนญี่ปุ่นมักใช้คำนี้เรียกหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ส่วนหนังสือการ์ตูนทั่วไปใช้คำว่า
aコミックス (คอมิกส์) ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ของ
comics ในภาษาอังกฤษ ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ มังงะ (manga) ถูกใช้เรียกหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น
ส่วนในประเทศไทยการใช้คำว่ามังงะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก
มังงะมีความสำคัญวัฒนธรรมญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง
มังงะในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศอย่างกว้างขวางว่ามีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศปะปนอยู่มาก
อย่างไรก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่มีกฎหมายจัดระเบียบมังงะ เว้นแต่กฎหมายคลุมเครือฉบับหนึ่งที่กล่าวทำนองว่า
"ห้ามผู้ใดจัดจำหน่ายสื่อที่ขัดต่อความดีงามของสังคมจนเกินไป" เท่านั้น นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่นจีงมีเสรีภาพที่จะเขียนมังงะที่มีเนื้อหาทุกแนวสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม
การเรียงชื่อสกุลของญี่ปุ่น
ชื่อ นามสกุล
หรือ นามสกุล ชื่อ ยังไงกันแน่ การเรียงชื่อ สกุลของคนญี่ปุ่น ก็เช่นเดียวกับการเรียงชื่อสกุลของคนจีนและคนเกาหลี
คือ นามสกุลมาก่อน แล้วจึงตามมาด้วยชื่อ เช่น ชื่อของ Kimura Takuya หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า
"Kimutaku" Kimura คือนามสกุล และ Takuya เป็นชื่อจริง สำหรับคุณแม่ของ
Kimutaku ก็ต้องเรียกเขาว่า "Takuya" แน่นอนเพราะคนทั้งบ้านก็มีนามสกุล
Kimura กันทั้งบ้าน (คงแปลกถ้าแม่ของตัวเองเรียกลูกด้วยนามสกุลว่า Kimura) คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมการเรียกนามสกุลเป็นปกติ
ถึงจะเป็นเพื่อนนักเรียนหรือเพื่อนร่วมงานก็จะเรียกขานกันด้วยนามสกุล นอกจากนั้น เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลและชั้นประถมมักจะเรียกกันด้วยชื่อตัว
ดังนั้นเพื่อนนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมเมื่อโตขึ้นก็ยังเรียกชื่อตัวกันและกัน แต่หากมารู้จักกันเมื่อเข้าชั้นมัธยมต้นแล้ว
90% จะเรียกกันด้วยนามสกุล เช่น Utada Hikaru [Hikkie] ถ้าต้องพูดคุยกันอย่างเป็นทางการก็ต้องเรียกเขาว่า
"Utada san" หรือ คุณอุทาดะ หลายคนพอเห็นเริ่มสนิทกับคนญี่ปุ่น ก็พยายามจะเรียกเขาด้วยชื่อ
ซึ่งไม่ค่อย นิยมในญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นหลายคนพอมาอยู่เมืองไทยก็เลียนแบบวัฒนธรรมไทย
ให้เพื่อนคนไทยเรียกชื่อตัว หรือบางคนตั้งชื่อไทยให้เรียกก็มี เช่น มีเพื่อนชื่อ
Suzuki Taro ถ้ายังไม่สนิทเราก็ต้องเรียกเขาว่า "Suzuki san" พอสนิทมากขึ้นเราอาจเรียกเขาว่า
"Suzuki kun" หรือถ้าสนิทกันจนซี้ปึ๊กแล้วก็สามารถเรียก
"Suzuki" เฉย ๆ ก็ได้ แต่ยังไงก็ไม่นิยมเรียกชื่อ "Taro" เพราะอย่างที่บอกคนในครอบครัวเขาจะเรียกชื่อกัน
การเขียนชื่อสกุลของคนญี่ปุ่นเป็นภาษาต่างชาติเช่น ภาษาอังกฤษ คนญี่ปุ่นก็จะเขียน ชื่อก่อน
แล้วค่อยเขียนนามสกุล เช่น Kazuya Kamenashi เมื่อคนไทยเอาไปแปลเป็นภาษาไทยก็จึงแปลจากชื่อแล้วเป็นนามสกุลตามแบบภาษอังกฤษไปด้วย
เวลาแปลเป็นไทยหากแปลจากนามสกุลและเป็นชื่อก็คงจะเหมือนกับชื่อจีนอย่างคนไทยเชื้อสายจีนเวลาเขียนชื่อตัวเอง
ก็จะเป็น คุณนิกร แซ่ตั้ง และเกาหลีอย่าง แดจังกึม ถ้าเขียนนามสกุลมาก่อนก็จะเป็น จังกึม
แซ่แด เป็นต้น ดังนั้นชื่อคนญี่ปุ่นหากเขียนด้วยตัวอักษรญี่ปุ่นก็จะเขียน นามสกุล แล้วตามด้วยชื่อ
แต่หากชื่อเดียวกันเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย ก็จะต้องเขียนด้วย ชื่อก่อน แล้วตามด้วยนามสกุล
แต่หากเป็นการเรียกขานก็ต้องเรียกนามสกุลของคนญี่ปุ่น แล้วตามด้วย ซัง คุง จัง แล้วแต่ความสนิทคะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น